<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-7619506117812930497</id><updated>2012-01-14T16:41:16.634+07:00</updated><category term='ปุ๋ยอินทรีย์ในนาข้าว'/><category term='ปุ๋ย'/><category term='เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล'/><category term='การปลูกข้าว'/><category term='ปลูกข้าว'/><category term='Organic fertilizer in rice fields'/><category term='พันธุ์ข้าว'/><category term='ศัตรูพืช'/><category term='วิธีการปลูกข้าว'/><category term='ข้าว'/><category term='ข้าวไวแสง'/><category term='ปุ๋ยข้าว'/><category term='ชาวนา'/><category term='ธัญพืช'/><category term='ข้าวนาปี'/><category term='ข้าวนาปรัง'/><category term='หว่านข้าวhttp://www.blogger.com/img/blank.gif'/><category term='ข้าววัชพืช'/><category term='ข้าวเปลือก'/><category term='ทำนาข้าว'/><title type='text'>ข้าว</title><subtitle type='html'>ข้าว รู้จักวิธีการปลูกข้าว การทำนาข้าว เมล็ดพันธุ์ข้าว ปุ๋ยข้าว ตลาดค้าขายข้าว ประเพณี และวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับข้าว</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://www.xn--22c8eyak8i.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7619506117812930497/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.xn--22c8eyak8i.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>Kru tawatchai</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://2.bp.blogspot.com/-dMxPALx6r5A/TeefAObg09I/AAAAAAAAABM/W7oR4GNSFS8/s220/tawatchai.JPG'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>13</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7619506117812930497.post-7859533495010495102</id><published>2012-01-14T16:13:00.002+07:00</published><updated>2012-01-14T16:41:16.668+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ข้าว'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ปุ๋ยอินทรีย์ในนาข้าว'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ปุ๋ย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Organic fertilizer in rice fields'/><title type='text'>ปุ๋ยอินทรีย์ในนาข้าว Organic fertilizer in rice fields</title><content type='html'>การปลูกข้าวให้ได้ผลผลิตที่สูงๆ เรามักจำเป็นต้องมีการจัดการระบบการผลิต ข้าว ในแปลงปลูกให้ดี เริ่มจากการเตรียมแปลงปลูกข้าว ต้องเตรียมดินในแปลงนาให้มีความร่วยซุย หน้าดินลึกพอที่รากของต้นข้าวจะแผ่ลงไปหาธาตุอาหารในดินได้เต็มที่ ไม่ถูกกีดด้วยหน้าดินแข็งๆ ซึ่งรากข้าว ไม่สามารถลงไปลึกๆได้ ทำให้หาอาหารได้น้อยแล้ว ในช่วงหน้าหนาว โอกาสที่รากข้าวจะโดนอุณภูมิต่ำๆ จากบริเวณหน้าดินทำให้ รากชะงักการเจริญเติบโต ข้าวมีรากสีดำ ซึ่งเป็นเรื่องที่อาจสร้างความเสียหายต่อการให้ผลผลิตในแปลงนาได้มากพอสมควร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การจัดการเพิ่มผลผลิตข้าวด้วยการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ในนาข้าว ก็มีความจำเป็นไม่แพ้การเตรียมดินในแปลงนาข้าวของเรา ถ้าหากเราเลือกใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในนาข้าวผิดชนิด เราก็อาจได้ต้นข้าว หรือตอซัง มากกว่าเมล็ดข้าวเปลือก ที่เต็มเม็ด หรือได้ฟางข้าวมากพอๆกับแกลบ  เป็นที่ทราบกันดีว่าปุ๋ยอินทรีย์ที่ใช้ในนาข้าว ส่วนมากมักจะทำให้ดินร่วนซุย สามารถปรับสภาพความเป็นกรด ด่าง ในแปลงนาข้าว ทำให้ต้นข้าวเจริญเติบโตได้ดี แต่สิ่งที่ควรคำนึงในการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในนาข้าว ก็คือวัตถุดิบที่ใช้ทำปุ๋ยอินทรีย์สำหรับใส่ในนาข้าว เพราะ ส่วนมากแล้วปุ๋ยอินทรีย์ในนาข้าว มักมีส่วนผสมของ ปุ๋ยคอก ประเภทมูลสัตว์ เป็นส่วนมาก ถ้าเป็นมูลสัตว์ประเภทกินหญ้าเป็นอาหาร มักจะประกอบไปด้วย ส่วนผสมที่เป็นซากพืช เมื่อเราเอามาใส่ต้นไม้ โดยเฉพาะข้าว จะทำให้ข้าวเจริญเติบโตทางลำต้นมากกว่า การให้ผลผลิต ทำให้ข้าวลำต้นสูงเกินความจำเป็นเหมือนกับเราใส่ปุ๋ยเคมีสูตร  46-0-0 หรือ ปุ๋ยยูเรียนั่นเอง ดังนั้น ถ้าสามารถเลือกปุ๋ยอินทรีย์ในนาข้าว ได้ควรเลือกปุ๋ยที่มีสัดส่วนของมูลสัตว์ประเภทกินหัวอาหาร เช่น มูลสุกร มูลไก่ไข่ ซึ่งจะมีเศษโปรตีน เหลือทิ้งจำนวนมากในมูลสัตว์ประเภทนี้  ข้าวที่เราปลูกก็จะให้ผลผลิตเป็นเมล็ดข้าวที่มีน้ำหนัก และลำต้นไม่สูง ทำให้ไม่ล้มง่ายอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นการเลือกใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในนาข้าว เราควรสอบถามถึงส่วนผสมของปุ๋ยอินทรีย์ในนาข้าว ให้แน่ใจเสียก่อน ยกเว้นเราต้องการปลูกข้าวเอาลำต้นข้าวเพื่อเกี่ยวฟางไว้ให้วัวควาย ก็ไม่ต้องสนใจว่าปุ๋ยอินทรีย์ในนาข้าว ทำมาจากอะไร ใส่ไปโลด เด้อพ่อแม่พีน้องชาวนา&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7619506117812930497-7859533495010495102?l=www.xn--22c8eyak8i.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://www.xn--22c8eyak8i.com/feeds/7859533495010495102/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.xn--22c8eyak8i.com/2012/01/organic-fertilizer-in-rice-fields.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7619506117812930497/posts/default/7859533495010495102'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7619506117812930497/posts/default/7859533495010495102'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.xn--22c8eyak8i.com/2012/01/organic-fertilizer-in-rice-fields.html' title='ปุ๋ยอินทรีย์ในนาข้าว Organic fertilizer in rice fields'/><author><name>Kru tawatchai</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://2.bp.blogspot.com/-dMxPALx6r5A/TeefAObg09I/AAAAAAAAABM/W7oR4GNSFS8/s220/tawatchai.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7619506117812930497.post-3546402491847079990</id><published>2011-09-22T19:37:00.004+07:00</published><updated>2011-09-22T20:12:24.523+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ข้าว'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='หว่านข้าวhttp://www.blogger.com/img/blank.gif'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='วิธีการปลูกข้าว'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ปุ๋ยข้าว'/><title type='text'>วิธีเตรียมดินปลูกข้าว ให้ได้ผลผลิตสูงๆ</title><content type='html'>&lt;span id="result_box" class="short_text" lang="en"&gt;&lt;span class="hps"&gt;วิธีเตรียมดินปลูก&lt;a href="http://www.xn--22c8eyak8i.com/"&gt;ข้าว&lt;/a&gt; How to&lt;/span&gt; &lt;span class="hps"&gt;prepare&lt;/span&gt; &lt;span class="hps"&gt;soil for planting&lt;/span&gt; &lt;span class="hps"&gt;rice. แบบใหม่ ที่สามารถเพิ่มผลผลิตข้าวได้มากกว่าไร่ละ 1000 กิโดลกรัม  วิธีการปลูกข้าวแบบนี้เป็นวิธีการที่เรามักทำกันอยู่แล้ว แต่สภาพของการทำนาข้าว ซึ่งส่วนมากเป็นข้าว กข. หรือข้าวนาปรัง ทำให้เรามักเร่งรีบในการเตรียมการเรื่องดิน ซึ่งทำให้เราเสียโอกาสในการสร้างความสามารถในการหาอาหารให้กับต้นข้าว เนื่องจากเรามักจะทำการเตรียมดิน หรือทำเทือก ในนาข้าว กันแบบ ลวกๆ  ทำให้หน้าดินที่เราใช้หว่านข้าวไม่ลึก รากของข้าวจึงหาอาหารได้แค่ผิวหน้าดิน กินได้แต่ปุ๋ยข้าว ที่เราใส่ให้เท่านั่นธาตุอาหารในดิน รากข้าวไม่สามารถเอาไปใช้ประโยชน์ได้ ข้าวของเราจึงให้ผลผลิตไม่เต็มที่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรามาดูวิธีการเตรียมดินในแปลงนาข้าวแบบปราณีต กัน ว่าทำอย่างไร &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเตรียมดินในนาก่อนหว่านข้าว หรือ ดำนา ไม่ว่าเราจะใช้รถไถนาเดินตาม หรือ รถไถนาแบบนั่งขับ แบบใช้โรตารี่ จอบหมุน เราควรทำการปรับความลึกให้ได้ความลึกของหน้าดินที่มากกว่าปกติ ถ้าเราสามารถเตรียมดินในแปลงนาข้าวในช่วงที่แปลงนาแห้งได้ก็จะเป็นการดีมาก ให้เราใช้ผาน 3 ในการไถครั้งแรก เพื่อทำการสลายหน้าดินให้ในนาให้มีความร่วนซุย หลังจากนั้นให้เราทำการหว่านปุ๋นเคมีสูตรเสมอ 15-15-15 ในอัตรา 4 ไร่ ต่อ กระสอบ พร้อมกับใส่ปุ๋ยคอกเช่นมูลไก่ไข่ มูลสุกร ให้หลีกเลี่ยงการใช้มูลจากสัตว์กินพืช เนื่องจาก มูลสัตว์กินพืชจะทำให้ต้นข้าวโตแต่ลำต้นเพียงอย่างเดียวทำให้ข้าวล้มง่าย หลังจากนั้นใช้ผาน 7 ไถอีกรอบ ก่อนไขน้ำเข้านา แล้วใช้รถไถเล็กทำเทือก เพื่อทำการหว่านแบบน้ำตรม หรือดำนาด้วยเครื่องดำนาต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในการเตรียมดินในแปลงนาข้าวสิ่งสำคัญก็คือการปรับโครงสร้างของดินให้มีความลึกมากพอที่รากของข้าวจะแผ่ขยายลงไปได้ลึกมากที่สุด และสามารถหาอาหารได้มากโดยที่เราให้อาหารเสริม หรือปุ๋ยตามปกติ&lt;br /&gt; วิธีการปลูกข้าวด้วยการเน้นการเตรียมดินแบบนี้ถ้าจะให้ผลดีควรเลือกพันธุ์ข้าวที่มีอายุประมาณ 120- 140 วัน เช่น พันธุ์ข้าวหอมประทุม  ซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แตกกอดี และมีระแง้ถี่มาก ร่วมกับการใช้เทคนิคการให้ปุ๋ยทางใบสูตร 11-0-45 ฉีดพ่นเร่งการสร้างระแง้ในรวงข้าวเมื่อข้าวอายุ 55-65 วันด้วยก็จะช่วยให้ผลผลิตข้าวของเราเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย จากประสบการณ์ในการทำนาข้าวแบบนี้ แม้ว่าเป็นนาดินทราย ข้าวก็สามารถให้ผลผลิตมากกว่า 1200 กิโลกรัม ลองเอาวิธีการปลูกข้าว แบบนี้ไปใช้ดูครับ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7619506117812930497-3546402491847079990?l=www.xn--22c8eyak8i.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://www.xn--22c8eyak8i.com/feeds/3546402491847079990/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.xn--22c8eyak8i.com/2011/09/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7619506117812930497/posts/default/3546402491847079990'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7619506117812930497/posts/default/3546402491847079990'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.xn--22c8eyak8i.com/2011/09/blog-post.html' title='วิธีเตรียมดินปลูกข้าว ให้ได้ผลผลิตสูงๆ'/><author><name>Kru tawatchai</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://2.bp.blogspot.com/-dMxPALx6r5A/TeefAObg09I/AAAAAAAAABM/W7oR4GNSFS8/s220/tawatchai.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7619506117812930497.post-8179909156574090954</id><published>2011-07-28T07:03:00.003+07:00</published><updated>2011-07-28T07:35:25.928+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ข้าวไวแสง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ข้าว'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ข้าวนาปี'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ทำนาข้าว'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ปุ๋ยข้าว'/><title type='text'>ปุ๋ยข้าว Rice Fertilizer  เ่ร่งการแตกระแง้ให้รวงข้าว</title><content type='html'>วิธีการใส่ปุ๋ยข้าว ให้ได้ผลผลิตสูงๆ ทำอย่างไร วันนี้้ มีเคล็ดลับในการทำนาปลูกข้าวให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิมแบบก้าวกระโดด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การทำนาให้ได้ผลผลิตข้าวเปลือกเป็นจำนวนไร่ละประมาณ 1 ตัน สามารถทำได้แน่นอนครับ ไม่ต้องแปลกใจ ซึ่งการเพิ่มผลผลิตข้าวให้ได้มากนั้นมีปัจจัยในการปลูกข้าวไม่กี่อย่างดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องแรกเลยเราต้องทำการคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดี ให้ได้เสียก่อน การใช้เมล็ดพันธุ์ที่ดีสามารถทำให้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากแน่นอน ดูง่ายๆ ถ้าเราเลือกปลูกข้าวนาปี กับข้าว กข. แข่งกัน แนนอนว่าข้าวพันธุ์ กข. ย่อมให้ผลผลิตสูงกว่าแน่นอน หรือ ในสายพันธุ์ข้าว กข. ถ้าเราเลือกปลูกข้าวพันธุ์หอมประทุม เราก็จะได้ผลผลิตประมาณไร่ละ 1000 กิโลกรัม    ดังนั้นการตัดสินใจใช้พันธุ์ข้าวที่ดีย่อมส่งผลต่อการเพิ่มผลผลิตข้าวแน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจัยต่อมา การเตรียมแปลงนา และวิธีการปลูกข้าว ที่ได้ผลดี นั้น เราต้องจัดการแปลงปลูกข้าวให้ดี วิธีที่ดีที่สุด ในการปลูกข้าวก็ตือการหว่านข้าวแบบนาน้ำตรม  รองลงมาก็คือการดำนาข้าว ด้วยต้นกล้าอ่อนๆ อายุกล้าไม่ควรเกิน 20 วัน   ครับ  ส่วนมาก แล้วการดำนา เรามักใช้กล้าข้าวที่มีอายุ มากกว่า 1 เดือน ทำให้ได้ต้นข้าวที่แก่ ไม่เหมาะในการตั้งท้องให้ผลผลิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การใส่ปุ๋ยข้าว เรื่องของปุ๋ยข้าวมีส่วนสำคัญมาก ใส่ปุ๋ยข้าวผิด แทนที่จะได้เมล็ดข้าวกับได้ฟางข้าว แทน  หลักใกการใส่ปุ๋ยข้าวนั้นให้ใช้หลักการใส่ปุ๋ยแบบใส่ทีละน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง จะทำให้ข้าว ได้ปุ๋ยไปบำรุงลำต้นได้เต็มที่ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทีนี้มาเข้าเรื่องวิธีการใสปุ๋ยข้าวเพื่อเร่งการแตกระแง้ให้รวงของข้าว เพื่อเพื่มจำนวนเมล็ดข้าวให้มากต่อ 1 รวง ทำอย่างไร  ถ้าเราปลูกข้าว กข ให้เรา นับเวลาช่วงประมาณ 55- 60 วัน ให้ใส่ปุ๋ยยูเรีย ในอัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่  แล้วฉีดพ่นด้วย ปุ๋ยทางใบสูตร 11-0-52  ในอัตรา 1 กิโลกรัมต่อน้ำ 200 ลิตร ต่อ  4-5 ไร่   หลังจากนั้นช่วงข้าวตากเกษร ให้ทำการฉีดพ่นปุ๋ยทางใบสูตรเดิมอีกทีเป็นการเร่งน้ำนมให้กับเมล็ดข้าว ให้อ้วนใหญ่ มีน้ำหนักมาก  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การใส่ปุ๋ยเร่งระแง้วิธีนี้ ถ้าหาจะใช้กับข้าวนาปี ให้ใส่ ในช่วงวันที่ 15-20 กันยายน ของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงวันที่มีการเปลี่ยนแปลงของช่วงแสง จากกลางวันยาว เป็นกลางวันสั้น ข้าวนาปีจะเริ่มผลิ ตาดอกเพื่อตั้งท้องในช่วงนี่ของทุกปี  หลังจากนั้น ให้ ตามด้วยการฉีดปุ๋ยทางใบช่วงข้าวกำลังผ่าหลาม หรือ เริ่มมีรวงโผล่ออกมาจากท้อง อีกที &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีการใส่ปุ๋ยข้าวแบบนี้ สามารถทำให้เราได้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นจากเดิม มาก 20- 60 % เลยที่เดียว ลองไปใช้ดูครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7619506117812930497-8179909156574090954?l=www.xn--22c8eyak8i.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://www.xn--22c8eyak8i.com/feeds/8179909156574090954/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.xn--22c8eyak8i.com/2011/07/rice-fertilizer.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7619506117812930497/posts/default/8179909156574090954'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7619506117812930497/posts/default/8179909156574090954'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.xn--22c8eyak8i.com/2011/07/rice-fertilizer.html' title='ปุ๋ยข้าว Rice Fertilizer  เ่ร่งการแตกระแง้ให้รวงข้าว'/><author><name>Kru tawatchai</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://2.bp.blogspot.com/-dMxPALx6r5A/TeefAObg09I/AAAAAAAAABM/W7oR4GNSFS8/s220/tawatchai.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7619506117812930497.post-97826455091487994</id><published>2011-07-21T23:08:00.005+07:00</published><updated>2011-07-21T23:32:48.266+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ข้าวไวแสง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ข้าว'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ข้าวนาปรัง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ข้าวนาปี'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ข้าวเปลือก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ชาวนา'/><title type='text'>หว่านข้าว วันแม่ เกี่ยวข้าว วันพ่อ Rice</title><content type='html'>สวัสดีครับ ชาวนาทุกท่าน หลังจากที่ผ่านพ้นฤดูการ หาเสียง ไปแล้ว ไม่ใช่ครับ ฤดู แล้งกันไปแล้ว ใครที่ทำ&lt;a href="http://xn--12cc7eubm9d3b6h.blogspot.com/"&gt;ข้าวนาปรัง&lt;/a&gt; ก็คงจะกำลังเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าว ในแปลงนาของตัวเอง หวังว่า นโยบายการรัับจำนำข้าวของพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้ง จะส่งผลให้แนวโน้ม ราคา&lt;a href="http://xn--12cc7eubm9d3b6h.blogspot.com/"&gt;ข้าวเปลือก&lt;/a&gt; สูงขึ้นไปอีก ตอนนี้ใกล้แตะที่ราคาตันละ 1 หมื่นบาทแล้ว ทำให้ ชาวนาพอลืมตาอ้าปากได้เสียที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาเข้าเรื่องของเรากันดีกว่า วันนี้จะมาสอนวิธีการปลูก&lt;a href="http://xn--12cc7eubm9d3b6h.blogspot.com/"&gt;ข้าวนาปี&lt;/a&gt; ข้าวหอมมะลิ ข้าวเหนียว นาปี ไม่ให้ต้นสูงล้มพับไปพับมา ซึ่งจะทำให้การใช้รถเกี่ยวข้าว ทำงานได้ลำบาก ส่งผลให้เกิดการร่วงหล่นของเมล็ดข้าวเปลือก ในแปลงนาเป็นจำนวนมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจเกี่ยงกับ&lt;a href="http://xn--12cc7eubm9d3b6h.blogspot.com/"&gt;ข้าว&lt;/a&gt;นาปี กันก่อน ข้าวนาปี เป็นข้าวที่ไวแสง หมายความว่า เมื่อเราปลูกข้าวไปแล้ว เมื่อไหร่ก็ตามที่เกิดการเปลี่ยนแปลงของช่วงแสงจากกลางวันยาวมากกว่ากลางคืน เป็นกลางคืนยาวกว่า กลางวัน ข้าวไวแสงจะเริ่มผลิ ตาดอกออกมาแลัวเริ่มตั้งท้อง  ซึ่งช่วงที่กลางวันเริ่มสั้นกว่า กลางคืนนี้ จะเกิดขึ้นในราวๆ วันที่ 17-19 กันยายน ของทุกปี  ดังนั้นถ้าหากว่าเราต้องการให้ต้นข้าวของเราต้นไม่สูงจนเกินไป ให้ทำการเพาะปลูกข้าวนาปีช่วงเดือน สิงหาคม ซึ่งหลายๆคนเลือกเอาวันแม่ เป็นวันหว่านข้าว เพื่อเป็นศิริมงคลในการทำนา  หรือถ้าหากใช้การดำนาเราก็เลือกเอาประมาณ ต้นเดือนสิงหา  ซึ่งระยะเวลาที่ข้าวเจริญเติบโต จนเริ่มตั้งท้อง จะใช้เวลา ประมาณ 60 วัน ก็เพียงพอ สำหรับการสร้างลำต้นให้แข็งแรงเพื่อรับ&lt;a href="http://xn--12cc7eubm9d3b6h.blogspot.com/"&gt;รวงข้าว&lt;/a&gt; ในขณะตั้งท้อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://xn--12cc7eubm9d3b6h.blogspot.com/"&gt;วิธีการปลูกข้าว&lt;/a&gt;นาปี ข้าวหอมมะลิให้ได้ผลผลิตสูงๆ ต้นข้าวไม่ล้ม แบบนี้ เป็นวิธีการที่กำลังเป็นที่นิยม มากขึ้น เนื่องจาก ทำให้ผลผลิต&lt;a href="http://xn--12cc7eubm9d3b6h.blogspot.com/"&gt;ข้าวเปลือก&lt;/a&gt; เพิ่มมากขึ้น แถม ต้นข้าวไม่ล้มเสียหาย เก็บเกี่ยวง่าย ด้วยครับ ลองเอาไปทำที่นาของตัวเองดู&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7619506117812930497-97826455091487994?l=www.xn--22c8eyak8i.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://www.xn--22c8eyak8i.com/feeds/97826455091487994/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.xn--22c8eyak8i.com/2011/07/rice.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7619506117812930497/posts/default/97826455091487994'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7619506117812930497/posts/default/97826455091487994'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.xn--22c8eyak8i.com/2011/07/rice.html' title='หว่านข้าว วันแม่ เกี่ยวข้าว วันพ่อ Rice'/><author><name>Kru tawatchai</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://2.bp.blogspot.com/-dMxPALx6r5A/TeefAObg09I/AAAAAAAAABM/W7oR4GNSFS8/s220/tawatchai.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7619506117812930497.post-2724976387896238960</id><published>2010-02-03T10:49:00.001+07:00</published><updated>2010-02-16T01:38:33.020+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ข้าววัชพืช'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การปลูกข้าว'/><title type='text'>วิธีการกำจัดข้าวดีด ข้าวนก ข้าววัชพืช ในแปลงนาปลูกข้าว อย่างได้ผล</title><content type='html'>&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การทำนาปลูกข้าว กข หรือการปลูกข้าวนาปรัง ในปัจจุบันนี้ นอกจากจะมีปัญหาเรื่องโรคของข้าว และแมลงศัตรูข้าว แล้วเกษตรกรผู้ปลูกข้าวยังเจอกับ ข้าววัชพืช บางท้องที่เรียกว่าข้าวนก หรือข้าวดีด ซึ่งข้าวพวกนี้จะมี ลักษณะ คล้ายต้นข้าวปกติ แต่หลังจาก เจริญเติบโตมาได้ระยะหนึ่งจะออกรวง และสุกก่อนข้าวที่เราปลูก&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมล็ดข้าวดีดที่สุกแล้วจะมีลักษณะเหมือนกับเมล็ดข้าวที่เราปลูก แต่มีขนาดเมล็ดเล็ก สั้น บางชนิดมีหาง บางชนิดมีสีน้ำตาล&amp;nbsp;เแตกต่างกันไปตามสภาพ การกลายพันธุ์ ของข้าวที่ปลูก แต่ส่วนมาข้าววัชพืชพวกนี้จะสุกไวกว่าพันธุ์ข้าวปกติ และหลุดร่วงง่าย แม้ลมพัดเบาๆ ขนาดนกบินผ่าน จึงเป็นที่มาของคำว่าข้าวดีด ข้าวนก นั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความที่ข้าววัชพืชพวกนี้ สุกไว ร่วงง่าย ทำให้เกิดการขยายพันธุ์ผสมปนไปกับพันธุ์ข้าวปลูกหลัก ส่งผลให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ขาดทุน ย่อยยับ เนื่องจากหว่านข้าวแล้วได้แต่ ต้นข้าววัชพืช&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วิธีการกำจัดข้าววัชพืช ข้าวดีด ข้าวนกที่ได้ผลดี&amp;nbsp; คือการงดการทำนาข้าวรุ่นต่อไป เป็นการพักดิน ในช่วงเวลาหนึ่งๆเท่านั้นเอง แต่การพักดินในแแบนี้จะต้องมีการทำเทือก ไถพรวน เตีรยมดินเหมือนกับการทำนาทุกหย่างแต่เราจะไม่หว่านพันธุ์ข้าวปลูกลงไปเท่านั้นเอง หลังจากเตรียมดินเรียบร้อยให้ ไขน้ำออกจากแปลงนา ทิ้งไว้ให้ข้าววัชพืชงอก 10-15 วัน แล้ว ไถพรวน เตรียมดินแบบเดิม อีก ครบ 3 รอบ ให้สังเกต ดูว่า ยังมีข้าววัชพืชงอกอีกหรือไม่&amp;nbsp; ส่วนมากหลังจากรอบที่ 3 ไปแล้ว ข้าววัชพืช จะมีเหลือน้อยมาก เราก็ทำนาปลูกข้าวได้ตามปกติ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เราจำเป็นต้องเสียเวลาเพื่อกำจัดข้าววัชพืชพวกนี้ 1-2 เดือน แต่คุ้มค่ากว่าการปล่อยให้ ข้าวดีด ข้าววัชพืชพวกนี้ขึ้นมาปะปน กับพันธุ์ข้าวหลักที่เราปลูก มิฉะนั้นท่านจะเสียเงิน หว่านปุ๋ยบำรุงข้าววัชพืชแทนข้าวที่ท่านต้องการจะเก็บเกี่ยว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จำไว้ว่า วิธีการกำจัดข้าววัชพืช ข้าวดีด ข้าวนกด้วยสารเคมีที่ได้ผลดี นั้น ยังไม่มี นะครับ หากจะให้แปลงนาข้าวของท่าน ปราศจากข้าววัชพืช ให้ใช้วิธีการดังกล่าวร่วมกับการ กับข้าวดีดด้วยมือ เพื่อไม่ให้ มีเมล็ดพันธุ์ข้าววัชพืชหลงเหลืออยู่ในแปลงนาอีกต่อไป&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7619506117812930497-2724976387896238960?l=www.xn--22c8eyak8i.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://www.xn--22c8eyak8i.com/feeds/2724976387896238960/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.xn--22c8eyak8i.com/2010/02/blog-post_517.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7619506117812930497/posts/default/2724976387896238960'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7619506117812930497/posts/default/2724976387896238960'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.xn--22c8eyak8i.com/2010/02/blog-post_517.html' title='วิธีการกำจัดข้าวดีด ข้าวนก ข้าววัชพืช ในแปลงนาปลูกข้าว อย่างได้ผล'/><author><name>tawatchai</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://1.bp.blogspot.com/_zqul8aNhm5A/TB7pecgn7zI/AAAAAAAAAJA/gGr0WncoaDI/S220/tawatchai.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7619506117812930497.post-5400395189034601712</id><published>2010-02-03T09:22:00.001+07:00</published><updated>2010-02-16T01:37:53.449+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล'/><title type='text'>วิธีการป้องกันและกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมาทำลายข้าวในแปลงนาที่เราปลูก</title><content type='html'>&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วิธีการป้องกันและกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเข้ามาทำลายต้นข้าว ของชาวนา ซึ่งเป็นปัญหาที่กำลังมีการระบาดอย่างรุนแรงในแปลงปลููกข้าวขณะนี้&amp;nbsp; หากเป็นพื้นที่ มีน้ำสะดวก ให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว นาปรัง ช่วงนี้ทำการไขน้ำเข้าแปลงนาเมื่อพบว่าเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล มีการเข้าทำลาย เป็นปริมาณมาก เรียกว่าทำให้น้ำท่วมต้นข้าวไปเลย เป็นเวลา 2-3 วัน แล้วไขน้ำออกจากแปลงนาข้าว ก็จะช่วยทำให้ แมลงเกือบทุกชนิดที่เข้ามาทำลายข้าวของเรา หนีไปหมด หรือที่ไม่หนีไปเช่น พวกเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลชนิดที่มีปีกสั้น จะจมน้ำตาย ข้าวของเราก็จะกลับมางอกงามให้ผลผลิตข้าวเปลือกสูงๆต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในกรณีที่ไม่มี น้ำจะเป็นปัญหามากพอสมควร เพราะต้องใช้ สารเคมีฉีดพ่นกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ซึ่งมีราคาสูงมาก ทำให้ต้นทุนการผลิตข้าวของเราสูงตามไปด้วย แต่ก็ยังมี&lt;a href="http://%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7.blogspot.com/2010/01/blog-post_29.html"&gt;วิธีการป้องกันเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล&lt;/a&gt; วิธีอื่น ที่ได้นำเสนอ ไปแล้ว ลองทำตามดูนะครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7619506117812930497-5400395189034601712?l=www.xn--22c8eyak8i.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://www.xn--22c8eyak8i.com/feeds/5400395189034601712/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.xn--22c8eyak8i.com/2010/02/blog-post_03.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7619506117812930497/posts/default/5400395189034601712'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7619506117812930497/posts/default/5400395189034601712'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.xn--22c8eyak8i.com/2010/02/blog-post_03.html' title='วิธีการป้องกันและกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมาทำลายข้าวในแปลงนาที่เราปลูก'/><author><name>tawatchai</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://1.bp.blogspot.com/_zqul8aNhm5A/TB7pecgn7zI/AAAAAAAAAJA/gGr0WncoaDI/S220/tawatchai.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7619506117812930497.post-7026499920536667597</id><published>2010-02-02T15:29:00.001+07:00</published><updated>2010-02-16T01:37:18.057+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การปลูกข้าว'/><title type='text'>วิธีการปลูกข้าวล้มตอซัง ให้ได้ผลดี ผลผลิตข้าวสูง</title><content type='html'>เทคนิคของวิธีการปลูกข้าวล้มตอซัง ให้ได้ผลผลิตข้าวดีๆ เป็นจำนวนมาก ทำไม่ยาก ครับ เกษตรกรผู้ทำนา ปลูกข้าว หลายคนคงได้ข่าวคราวการทำนาแบบไม่ต้องลงทุน เมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยการทำนาข้าวแบบล้มตอซังมาหลายที่ การทำนาวิธีนี้ทำได้จริงๆ และลดต้นทุนการทำนาข้าวแบบหว่านน้ำตรม ไปได้มากทีเดียว บางคนทดลองแล้วไม่ได้ผล คราวนี้ คนทำนาปลูกข้าวอย่างผมจะแนะเคล็ดลับในการทำนาข้าวแบบล้มตอซัง ให้ดู&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เริ่มแรกสำหรับการเตรียมการทำนาข้าวแบบล้มตอซัง ให้ท่าน เก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวรุ่นที่จะล้มตอซัง ด้วยระยะเวลาที่ข้าวของท่านกำลัง อยู่ในสภาพเหลืองกล้วย การเก็บเกี่ยวข้าวในระยะนี้ท่านจะได้น้ำหนักข้าวมากด้วย ต้นข้าวยังไม่โทรมเกินไป หน่อข้าวที่อยู่ตามข้อปล้อง สมบูรณ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้อสอง ให้ตรวจดูสภาพดินในแปลงนาข้าว ว่าแห้งเกินไปหรือไม่ ควรรักษาหน้าดินให้มีความชื้นนมากพอสมควร แต่ไม่ควรให้ชื้นจัดจนดินเละ ในขณะเก็บเกี่ยว หรือดินนาแห้งเกินไปทำให้หน่อข้าวที่เกิดจากตอซังไม่สามารถงอกรากออกมาได้ ควรไขน้ำออกจากแปลงนาก่อนเก็บเกี่ยวข้าวไม่น้อยกว่า 7 วัน ตามสภาพพื้นนาข้าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประการต่อมา หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้งควรทำการกระจายฟางข้าวทันที แล้วใช้รถ ล้อยางแบบคู่ เหมือนรถบดถนน บดทับตอซังข้าวทันที ทับให้ตอซังช้าวล้มราบกับพื้นนา ในช่วงนี้ระวังอย่าให้มีน้ำในนา เพราะจะทำให้ตอซังข้าวเน่ากอ่นที่ข้าวจะงอก &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เคล็ดลับอยู่ที่การ ทำให้ตอซังแนบไปกับพื้นดินให้ได้ ต้นข้าวแตกไม่เป็นไร เพราะเราต้องการแต่หน่อข้าวที่จะเกิดใหม่ จากข้อปล้องของต้นข้าวเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังจากปล่อยตอซังข้าวทิ้งไว้ 7-10 วันเราไปสังเกตุดูจะพบว่า มีหน่อข้าวอวบอ้วนงอก ออกมาจากข้อปล้องของตอซังที่ล้ม บางหน่อ แทงรากลงดิน ถ้าสังเกตในแปลงนาตอนเช้าๆ จะเห็นหน่อข้าวขาวๆ เต็มไปหมด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ช่วงหน่อข้าวที่ได้จากการล้มตอซังมีอายุ 15- 20วัน ให้ทำการฉีดสารเคมีกำจัด หญ้าข้าวนก และ หญ้า สีชมพู โดยใช้สารเคมีประเภทกำจัวัชพืชใบแคบผสมกับวัชพืชประเภทใบกว้าง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไขน้ำเข้าแปลงนา หว่านปุ๋ยเร่งการเจริญเติบโตของต้นข้าว แล้วดูแลรักษาต้นข้าวในแปลงนาของเราตามปกติ แค่นี่เราก็จะประหยัดเวลา และต้นทุนเมล็ดพันธุ์ข้าวไปมากพอสมควร&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7619506117812930497-7026499920536667597?l=www.xn--22c8eyak8i.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://www.xn--22c8eyak8i.com/feeds/7026499920536667597/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.xn--22c8eyak8i.com/2010/02/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7619506117812930497/posts/default/7026499920536667597'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7619506117812930497/posts/default/7026499920536667597'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.xn--22c8eyak8i.com/2010/02/blog-post.html' title='วิธีการปลูกข้าวล้มตอซัง ให้ได้ผลดี ผลผลิตข้าวสูง'/><author><name>tawatchai</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://1.bp.blogspot.com/_zqul8aNhm5A/TB7pecgn7zI/AAAAAAAAAJA/gGr0WncoaDI/S220/tawatchai.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7619506117812930497.post-3940228597251057492</id><published>2010-01-29T11:21:00.002+07:00</published><updated>2010-02-16T01:36:39.618+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การปลูกข้าว'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ศัตรูพืช'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ปุ๋ยข้าว'/><title type='text'>วิธีการปลูกข้าว ไม่ให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล มาทำลาย ข้าว ใน แปลงนา ของเรา</title><content type='html'>&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เป็นศัตรูพืชที่สำคัญของคนทำนาปลูกข้าว ชาวนาทุกคนรู้จักแมลงชนิดนี้ดี เพราะบางทีแมลงชนิดนี้สร้าง ความเสียหายได้ในชั่วข้ามคืน ถึงกับหมดเนื้อหมดตัว เรามาทำความรู้จัก เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล กันก่อน&lt;br /&gt;เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล มีลักษณะเป็นแมลงขนาดเล็ก 2-3 มิลลิเมตรสีน้ำตาล มีรูปร่าง 2 ลักษณะ คือ ชนิดปีกยาว (macropterous form) และชนิดปีกสั้น (bracrypterous form) มีชื่อ ภาษาอังกฤษว่า Brown planthoppeพ และชื่อวิทยาศาสตร์: Nilaparvata lugens (Stal) ) เป็นแมลงศัตรูพืช ชนิดปากดูด โดยมักทำลาย ข้าว โดยดูดน้ำเลี้ยงจากต้นข้าวทุกระยะการเจริญเติบโตจนทำให้ข้าวแห้งตาย เป็นจุดๆ ในแปลงนา และขยายตัวเป็นวงกว้าง ออกไปตามปริมาณของเพลี้ยกระโดดที่เพ่ิมขึ้น ทำให้บริเวณที่มีเพลี้ยเกาะอยู่ มีลักษณะคล้ายใบโดนน้ำร้อนลวก ใบเหลือง แดงและต้นข้าวตาย&amp;nbsp;หากข้าวที่ถูกดูดกินน้ำเลี้ยงไม่ตาย เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลจะเป็นพาหะนำเชื้อไวรัส ซึ่งทำให้เกิดโรคใบหงิก หรือโรคจู๋ ข้าวไม่ออกรวง สร้างความเสียหาย แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวอย่างมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วิธีการป้องกันเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลไม่ให้มาทำลายต้นข้าวในแปลงนาที่เราปลูกมีหลายวิธีการ แต่ในที่นี้จะแนะนำวิธีการ แบบง่ายๆ แต่เรา ไม่ค่อยจะทำกัน เรียกว่าเป็นการ ป้องกันเสียแต่เนิ่นๆ &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วิธีแรก เริ่มจากการเตรียมแปลงนาปลูกข้าวให้สะอาด ปราศจากวัชพืช ซึ่งเป็นที่อาศัยของแมลงศัตรูข้าว เนื่องจากในบางครั้งหลังจากเราเก็บเกี่ยงผลผลิตข้าว รุ่นก่อนหน้านี้แล้ว อาจมีแมลงที่เป็นศัตรูของข้าวอาศัยอยู่ เราต้องตัด และเผาทำลายทิ้งให้หมด ให้เผาเฉพาะ วัชพืชตามคันนา ส่วนฟางข้าว ให้หมักด้วยจุินทรีย์สำหรับย่อยสลายตอซัง และฟางข้าว ดินในนาของเราจะได้มีความอุดมสมบูรณ์เพิ่มขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วิธีที่สอง การหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ใช้ อัตราส่วน 30- 40 กิโลกรัมต่อ 1 ไร่ ในบางแปลงปลูกข้าว ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวมากถึง 60 กิโลกรัมต่อ 1 ไร่ สิ้นเปลืองเมล็ดพันธุ์โดยใช่เหตุ ไม่ควรมากกว่านี้ เนื่องจากจะทำให้ ต้นข้าวขึ้นอย่าง แออัด หนาแน่นเกินไป แสงแดดส่องลงไปไม่ถึง โคนต้นข้าว ทำให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลชอบมาอาศัยและวางไข่ และดูดน้ำเลี้ยงต้นข้าว รวมทั้งทำให้การเชื้อรา ได้ง่ายๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วิธีที่สาม การใส่ปุ๋ยให้กลับแปลงนาปลูกข้าว ควรแบ่งระยะการใส่เป็นช่วงๆ หากเป็นไปได้ แนะนำให้ใส่ 4 ระยะ ของการเจริญเติบโตของข้าวดังนี้ &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระยะที่ 1 หลังจากไขน้ำเข้านา ข้าวอายุ 10-20 วัน ใส่ปุ๋ย ยูเรีย แบบ หว่านลงแปลงนาข้าว&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระยะที่ 2&amp;nbsp;ข้าวอายุ 35- 45 วัน&amp;nbsp; ใส่ ปุ๋ยเต็มสูตร ที่ีมี N P K โดยให้ ปุ๋ยตัวแรก สูงที่สุดและไล่ตามมา ต่ำสุด ที่ตัวท้าย &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ระยะที่ 3 ข้าว อายุ 55-65 วัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ใส่ปุ๋ยผสมทางใบ N&amp;nbsp;และ K โดยให้ มีสูตร N ต่ำกว่า K&amp;nbsp; 3-5เท่า เช่น สูตร 11-0-52 โดยการฉีดพ่นทางเครื่อง อัดแรงดัน แบบลากสาย อัตตราส่วน 1 กิโลกรัมต่อ น้ำ 200 ลิตร ซึ่งปุ๋ยสูตรนี้ จะมีส่วนทำให้ ข้าวมีการพัตนาตาดอก สร้างระแง้ เพื่อรองรับเมล็ด ออกมาเป็นจำนวนมาก เป็นเคล็ดลับในการเพิ่มผลผลิตข้าว ที่ชาวนา หรือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว น้อยคนที่จะรู้ ข้อสำคัญเราต้องคาดคะเนเวลาให้เหมาะสมในช่วงที่ข้าวกำลังสร้างตา ดอก ก่อนการตั้งท้อง &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระยะที่ 4 ข้าว ตั้งท้อง ใส่ปุ๋ยผสมเต็มสูตร N P K โดยให้มี&amp;nbsp; K สูงที่สุด ในจำนวน ธาตุอาหาร 3 ตัว ร่วมกับการใช้ปุ๋ยทางใบ สูตร 11-0-52&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในที่นี้ จะยัง ไม่ขอกล่าวรายระเอียดลึกๆ เกี่ยวกับ ปุ๋ยข้าว แต่ที่นำเสนอเรื่องวิธีการใส่ปุ๋ยข้าว มามากพอสมควรเพราะว่าตามปกติ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวมักจะใช้ ปุ๋ย ยูเรีย( N ) &amp;nbsp;เป็นจำนวนมาก ตลอดอายุ การเจริญเติบโตของข้าว ซึ่งทำให้ ต้นข้าวมีความอ่อนแอ เนื่องจากปุ๋ยยูเรีย จะไปเร่งการเจริญเติบโตทางใบและลำต้นข้าวเพียงอย่างเดียว ทำให้ใบเขียว ต้นสูง แต่ผลเสียที่ตามมาคือ แมลงแทบทุกชนิดชอบต้นข้าวที่มีลักษณะอวบอ้วนที่เกิดจากการใช้ N เกินความจำเป็น โดยเฉพาะเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล&amp;nbsp; ทำให้เราต้องเสียค่าใช้จ่ายในการกำจัดเพลี้ยกระโดด เพิ่มขึ้น หากรอดจากเพลี้ยกระโดด ข้าวที่ให้ผลผลิตระยะ ก่อนการเก็บเกี่ยว อาจล้มง่าย ซึ่งเป็นที่รู้ดีว่าหากข้าวล้มพังพาบกับพื้นนาเสียแล้ว การเก็บเกี่ยว ก็จะไม่ได้ผลลิตเต็มที่ พอๆกับการถูกทำลายด้วยเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วิธีการวิธีการปลูกข้าว ไม่ให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมาทำลายข้าวในแปลงนาของเรา ดังกล่าวมาเป็นวิธีการที่ต้องมีการประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสภาพแปลงนาของแต่ละคน รวมถึงสายพันธุ์ข้าวที่ทำการปลูกด้วย&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7619506117812930497-3940228597251057492?l=www.xn--22c8eyak8i.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://www.xn--22c8eyak8i.com/feeds/3940228597251057492/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.xn--22c8eyak8i.com/2010/01/blog-post_29.html#comment-form' title='6 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7619506117812930497/posts/default/3940228597251057492'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7619506117812930497/posts/default/3940228597251057492'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.xn--22c8eyak8i.com/2010/01/blog-post_29.html' title='วิธีการปลูกข้าว ไม่ให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล มาทำลาย ข้าว ใน แปลงนา ของเรา'/><author><name>tawatchai</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://1.bp.blogspot.com/_zqul8aNhm5A/TB7pecgn7zI/AAAAAAAAAJA/gGr0WncoaDI/S220/tawatchai.JPG'/></author><thr:total>6</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7619506117812930497.post-4213109604476484498</id><published>2010-01-27T05:37:00.001+07:00</published><updated>2010-02-16T01:35:31.781+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ปลูกข้าว'/><title type='text'>ปลูกข้าวหน้าแล้ง ดูแลน้ำให้พอเพียง</title><content type='html'>ช่วงนี้เข้าสู่หน้าแล้ง น้ำสำหรับการทำนาข้าว กข หรือข้าวนาปรัง อาจมีน้อย ไม่เพียงพอต่อการปลูกข้าวนอกฤดูกาล ขอให้ทำการตรวจสอบแหล่งน้ำชลประทานให้ดี ว่าจะมีเพียงพอหรือไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปีนี้มีการกักเก็บน้ำสำรองในเขื่อนขนาดใหญ่ น้อยมาก สำหรับผู้ที่ทำนาข้าวไปแล้ว ให้เร่งสำรวจแปลงนาข้าวของเราว่ามี บ่อน้ำสำรองไว้หรือยัง ควรเตรียมการเสียแต่เนิ่นๆ นะครับ เพราะข้าว มีความต้องการใช้น้ำมาก โดยเฉพะช่วง ข้าว กำลังออกรวง ถ้าช่วงนี้ ขาดน้ำ จะส่งผลให้ผลผลิตข้าวลดลง อย่างมาก อาจทำให้การลงทุนปลูกข้าวครั้งนี้ประสพกับภาวะการขาดทุนได้ทีเดียว&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7619506117812930497-4213109604476484498?l=www.xn--22c8eyak8i.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://www.xn--22c8eyak8i.com/feeds/4213109604476484498/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.xn--22c8eyak8i.com/2010/01/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7619506117812930497/posts/default/4213109604476484498'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7619506117812930497/posts/default/4213109604476484498'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.xn--22c8eyak8i.com/2010/01/blog-post.html' title='ปลูกข้าวหน้าแล้ง ดูแลน้ำให้พอเพียง'/><author><name>tawatchai</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://1.bp.blogspot.com/_zqul8aNhm5A/TB7pecgn7zI/AAAAAAAAAJA/gGr0WncoaDI/S220/tawatchai.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7619506117812930497.post-6589170420737226243</id><published>2009-10-24T11:03:00.001+07:00</published><updated>2010-02-16T01:34:33.658+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พันธุ์ข้าว'/><title type='text'>พันธุ์ข้าวที่ใช้เพาะปลูกในปัจจุบัน</title><content type='html'>&lt;table align="center" border="0" cellpadding="2" cellspacing="0" class="font12" style="width: 542px;"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td colspan="2"&gt;&lt;br /&gt;&lt;dd&gt;&lt;div align="justify"&gt;ข้าวที่ปลูกในปัจจุบันแบ่งออกเป็นข้าวแอฟริกาและข้าวเอเชีย&lt;/div&gt;&lt;/dd&gt;                     &lt;/td&gt;                 &lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;                    &lt;td height="160" valign="top" width="490"&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="color: #009900;"&gt;&lt;b&gt;ข้าวแอฟริกา&lt;/b&gt;&lt;/span&gt; (Oryza glaberrima)                        แพร่กระจายอยู่เฉพาะบริเวณเขตร้อนของแอฟริกาเท่านั้น สันนิษฐานว่าข้าวแอฟริกาอาจเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อประมาณ                        1,500 ปีก่อนคริสตศักราช&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="color: #009900;"&gt;&lt;b&gt;ข้าวเอเชีย&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;                        เป็นข้าวลูกผสม เกิดจาก Oryza sativa กับข้าวป่า มีถิ่นกำเนิดบริเวณประเทศอินเดีย                        บังคลาเทศ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปลูกกันอย่างแพร่หลายตั้งแต่อินเดีย                        ตอนเหนือของบังคลาเทศ บริเวณดินแดนสามเหลี่ยมระหว่างพม่า ไทย                        ลาว เวียดนาม และจีนตอนใต้&lt;/div&gt;&lt;/td&gt;                   &lt;td height="160" valign="top"&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;table border="0" bordercolor="#111111" cellpadding="0" cellspacing="0" height="10" id="AutoNumber1" style="border-collapse: collapse;"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;                         &lt;td width="100%"&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;img height="168" src="http://www.thairice.org/images/crop10.jpg" width="252" /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/td&gt;                       &lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;                         &lt;td height="10" width="100%"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;                       &lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;                         &lt;td width="100%"&gt;&lt;div align="center" class="font12"&gt;&lt;span style="color: #ff6600;"&gt;Oryza                                sativa &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/td&gt;                       &lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/div&gt;&lt;/td&gt;                 &lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;                    &lt;td colspan="2" height="20"&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="color: #993300;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;                      : ข้าวเอเชียแบ่งออกเป็น 3 สายพันธุ์ :&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/td&gt;                 &lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;                    &lt;td colspan="2"&gt;&lt;img height="15" src="http://www.thairice.org/images/icon.gif" width="15" /&gt;                        ข้าวสายพันธุ์แรกเรียกว่าสายพันธุ์ Senica หรือ Japonica ปลูกบริเวณแม้น้ำเหลืองของจีน                        แพร่ไปยังเกาหลีและญี่ปุ่น เมื่อประมาณ 300 ปีก่อนคริสต์ศตวรรษ                        เป็นข้าวเมล็ดป้อม&lt;br /&gt;&lt;img height="15" src="http://www.thairice.org/images/icon.gif" width="15" /&gt;ข้าวสายพันธุ์ที่สอง                        เรียกว่า Indica เป็นข้าวเมล็ดยาวปลูกในเขตร้อนแพร่สู่ตอนใต้ของอินเดีย                        ศรีลังกา แหลมมาลายู หมู่เกาะต่าง ๆ และลุ่มแม่น้ำแยงซีของจีนประมาณคริสต์ศักราช                        200&lt;br /&gt;&lt;img height="15" src="http://www.thairice.org/images/icon.gif" width="15" /&gt;ข้าวสายพันธุ์ที่สาม                        คือ ข้าวชวา (Javanica) ปลูกในอินโดนีเชีย ประมาณ 1,084 ปีก่อนคริสต์ศักราช                        จากนั้นแพร่ไปยังฟิลิปปินส์และญี่ปุ่น ในข้าวเอเชียแพร่เข้าไปในยุโรปและแอฟริกา                        สู่อเมริกาใต้ อเมริกากลาง เข้าสู่สหรัฐอเมริกาครั้งแรกประมาณคริสต์ศตวรรษที่                        17 โดยนำเมล็ดพันธุ์ไปจากหมู่เกาะมาดากัสกา&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7619506117812930497-6589170420737226243?l=www.xn--22c8eyak8i.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://www.xn--22c8eyak8i.com/feeds/6589170420737226243/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.xn--22c8eyak8i.com/2009/10/blog-post_1714.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7619506117812930497/posts/default/6589170420737226243'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7619506117812930497/posts/default/6589170420737226243'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.xn--22c8eyak8i.com/2009/10/blog-post_1714.html' title='พันธุ์ข้าวที่ใช้เพาะปลูกในปัจจุบัน'/><author><name>tawatchai</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://1.bp.blogspot.com/_zqul8aNhm5A/TB7pecgn7zI/AAAAAAAAAJA/gGr0WncoaDI/S220/tawatchai.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7619506117812930497.post-6058470664554291871</id><published>2009-10-24T11:00:00.001+07:00</published><updated>2010-02-16T01:33:30.304+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ธัญพืช'/><title type='text'>ความหมายของข้าว ที่เรากิน และปลูก</title><content type='html'>&lt;span style="font-family: MS Sans Serif;"&gt;&lt;b&gt;ข้าว&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"&gt; เป็น ธัญพืชตระกูลหญ้าที่ให้ผลผลิตเรียกว่าเมล็ด ซึ่งภายในเป็น&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"&gt;แป้ง &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"&gt;ประกอบไปด้วยสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต ข้าวเป็นอาหารสำคัญอย่างหนึ่งของมนุษย์ ตามหลักวิชาพฤกษศาสตร์ ข้าวเป็นพืชจำพวกใบเลี้ยงเดี่ยว ในวงศ์ (family) Gramineae อยู่ในสกุล (Genus) Oryza ชื่อเฉพาะของข้าวคือ sativa ดังนั้นข้าวจึงมีชื่อในภาษาละติน ว่า Oryza sativa &lt;br /&gt;พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ให้คำจำกัดความข้าวว่า เป็นพืช พวกหญ้า มีใบยาวและทางเส้นใบเป็นแบบขนาน ต้นเป็นลำข้อปล้อง หลายข้อ&amp;nbsp; ให้ผลที่ปลายยอดของแต่ละข้อ&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"&gt;เรียกว่ารวง&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"&gt;มีดอกเป็นช่อ&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"&gt; ที่รวงมีก้านอ่อนเล็กๆ&amp;nbsp; แต่ละก้านจะมีเมล็ดข้าวติดอยู่เป็นแถว มีเปลือกสีเขียว ข้างในเป็นน้ำสีขาวคล้ายน้ำนมและเปลี่ยนเปลือกเป็นสีน้ำตาลเมื่อแก่หุ้มเมล็ดข้าวแข็งสีขาวข้างใน ถ้าเขย่าเบาๆ จะทำให้ แต่ละเมล็ดหลุดจากช่อ เมล็ดข้างในจะหลุดออกจากเปลือกได้โดยการตำ หรือสีข้าว เมล็ดข้าวที่เอาเปลือกออกแล้วทำให้สุกโดยการต้มหรือนึ่ง เพื่อรับประทานเป็นอาหาร &lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7619506117812930497-6058470664554291871?l=www.xn--22c8eyak8i.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://www.xn--22c8eyak8i.com/feeds/6058470664554291871/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.xn--22c8eyak8i.com/2009/10/blog-post_8590.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7619506117812930497/posts/default/6058470664554291871'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7619506117812930497/posts/default/6058470664554291871'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.xn--22c8eyak8i.com/2009/10/blog-post_8590.html' title='ความหมายของข้าว ที่เรากิน และปลูก'/><author><name>tawatchai</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://1.bp.blogspot.com/_zqul8aNhm5A/TB7pecgn7zI/AAAAAAAAAJA/gGr0WncoaDI/S220/tawatchai.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7619506117812930497.post-2631533835493358840</id><published>2009-10-24T10:15:00.001+07:00</published><updated>2010-02-16T01:32:07.183+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ปลูกข้าว'/><title type='text'>ข้อมูลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการค้นพบการปลูกข้าว</title><content type='html'>มนุษย์ค้นพบวิธีปลูกข้าวแบบทำไร่เลื่อนลอย ดังปรากฏหลักฐานในวัฒนธรรมลุงซาน ประเทศจีนและวัฒนธรรมฮัวบิเนียน ประเทศเวียดนาม เมื่อประมาณ 10,000 ปีมาแล้ว ต่อมามนุษย์ค้นพบการทำนาหว่าน ดังปรากฏหลักฐานในวัฒนธรรมยางเชา บริเวณลุ่มแม่น้ำเหลือง ในวัฒนธรรมลุงซาน ประเทศจีนและวัฒนธรรมฮัวบิเนียน ประเทศเวียดนาม เมื่อ 5,000 - 10,000 ปีมาแล้ว ภูมิปัญญาด้านการปลูกข้าวพัฒนาสู่การปักดำ พบหลักฐานในวัฒนธรรมบ้านเชียงประเทศไทย เมื่อไม่ต่ำกว่า 5,000 ปีมาแล้ว ในประเทศไทย เมล็ดข้าวที่เก่าแก่ที่สุดที่พบมีลักษณะคล้ายข้าวปลูก ของชุมชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์อายุราว3,000 - 3,500 ปีก่อนคริสต์ศักราช ได้แก่ รอยแกลบข้าว ซึ่งเป็นส่วนผสมของดินที่ใช้ปั้นภาชนะดินเผาที่โนนนกทา ตำบลบ้านโคก อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น เป็นหลักฐานที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าเก่าแก่ที่สุด คือ ประมาณ 3,500 ปีก่อนคริสต์ศักราช หลักฐานอื่น ๆ ที่แสดงให้เห็นว่าสยามประเทศเป็นแหล่งปลูกข้าวมาแต่โบราณ อาทิ เมล็ดข้าวที่ขุดพบที่ถ้ำปุงฮุง จังหวัดแม่ฮ่องสอน แสดงว่ามีการปลูกข้าวในบริเวณนี้เมื่อ 3,000 - 3,500 ปีก่อนคริสต์ศักราชหรือราว 5,400 ปีมาแล้ว แกลบข้าวที่ถ้ำปุงฮุงมีทั้งลักษณะของข้าวเหนียวเมล็ดใหญ่ที่เจริญงอกงามอยู่ ในที่สูง เป็นข้าวไร่และข้าวเจ้า แต่ไม่พบลักษณะของข้าวเหนียวเมล็ดป้อมหรือข้าวพวก Japonica เลย แหล่งโบราณคดีที่บ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี พบรอยแกลบข้าวผสมอยู่กับดินที่นำมาปั้นภาชนะดินเผา กำหนดอายุได้ใกล้เคียงกับแกลบข้าวที่ถ้ำปุงฮุง คือ ประมาณ 2,000 - 3,500 ปีก่อนคริสต์ศักราช ลักษณะเป็นข้าวเอเชีย (Oryza sativa) หลักฐานการค้นพบเมล็ดข้าว เถ้าถ่านในดินและรอบแกลบบนเครื่องปั้นดินเผา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;ที่โคกพนมดี&lt;/span&gt; อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี แสดงให้เห็นถึงชุมชนปลูกข้าวสมัยก่อนประวัติศาสตร์ชายฝั่งทะเล นอกจากนี้ยังพบหลักฐานคล้ายดอกข้าวป่าเมืองไทยที่ถ้ำเขาทะลุ จังหวัดกาญจนบุรี อายุประมาณ 2,800 ปีก่อนคริสต์ศักราช (อาจก่อนหรือหลังจากนั้นประมาณ 300 ปี) ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อยุคหินใหม่ตอนปลายกับยุคโลหะตอนต้น &lt;br /&gt;ส่วนหลักฐานภาพ เขียนบนผนังถ้ำหรือผนังหินอายุไม่น้อยกว่า 2,000 ปี ที่ผาหมอนน้อน บ้านตากุ่ม ตำบลห้วยไผ่ อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี บันทึกการปลูกธัญพืชอย่างหนึ่งมีลักษณะเหมือนข้าว ภาพควายในแปลงพืชคล้ายข้าว อาจตีความได้ว่ามนุษย์สมัยนั้นรู้จักข้าวหรือการเพาะปลูกข้าวแล้ว ศาสตราจารย์ชิน อยู่ดี สรุปไว้เมื่อปี พ.ศ. 2535 ว่า "ประเทศไทย ทำนาปลูกข้าวมาแล้วประมาณ 5471 ปี ผลของการขุดค้นที่โนนนกทาสนับสนุนสมมติฐานที่ว่า ข้าวเริ่มปลูกในทวีบเอเชียอาคเนย์ ในสมัยหินใหม่ จากนั้นแพร่ขึ้นไปที่ประเทศอินเดีย จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี จนแพร่กระจายไปทั่ว ที่มา www.thairice.org&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7619506117812930497-2631533835493358840?l=www.xn--22c8eyak8i.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://www.xn--22c8eyak8i.com/feeds/2631533835493358840/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.xn--22c8eyak8i.com/2009/10/blog-post_23.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7619506117812930497/posts/default/2631533835493358840'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7619506117812930497/posts/default/2631533835493358840'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.xn--22c8eyak8i.com/2009/10/blog-post_23.html' title='ข้อมูลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการค้นพบการปลูกข้าว'/><author><name>tawatchai</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://1.bp.blogspot.com/_zqul8aNhm5A/TB7pecgn7zI/AAAAAAAAAJA/gGr0WncoaDI/S220/tawatchai.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7619506117812930497.post-2927175611099937428</id><published>2009-10-24T10:05:00.001+07:00</published><updated>2010-02-16T01:31:32.746+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พันธุ์ข้าว'/><title type='text'>ที่มาของพันธุ์ข้าวที่ใช้เพาะปลูกในปัจจุบัน</title><content type='html'>ต้นกำเหนิดของเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มนุษย์ใช้เพาะปลูกในปัจจุบัน พัฒนาสายพันธุ์มาจากพืชตระกูลหญ้าที่เรียกว่าข้าวป่า ในตระกูล Oryza gramineae สันนิษฐานว่า พืชสกุล Oryza มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนชื้นของทวีป Gondwanaland ก่อนผืนดินจะเคลื่อนตัวและเคลื่อนออกจากกันเป็นทวีปต่าง ๆ เมื่อ230-600 ล้านปีมาแล้ว จากนั้นข้าวกระจายจากเขตร้อนชื้นของแอฟริกา เอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ออสเตรเลีย อเมริกากลางและใต้ตามการอพยพย้ายถิ่นของคนในสมัยโบราณ ข้าวสามารถเจริญเติบโตได้ตั้งแต่ความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 2,500 เมตรหรือ มากกว่านั้น ทั้งในพื้นที่เขตร้อนและเขตอบอุ่น และในที่ราบลุ่มจนถึงที่สูง ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่เส้นรุ้งที่ 53 องศาเหนือถึง 35 องศาใต้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มนุษย์ได้คัดเลือกพันธุ์ข้าวป่าชนิดต่างๆ ตามความต้องการของตน เพื่อให้สอดคล้องกับระบบนิเวศน์ที่ตนอยู่อาศัยและสามารถเจริญเติบโตได้ดี มีผลผลิตสูง มีการผสมพันธุ์ข้ามระหว่างข้าวที่ปลูกกับวัชพืชตระกูลหญ้าที่เกี่ยวข้อง เกิดเป็นข้าวพันธุ์พื้นเมืองมากมายหลายสายพันธุ์ ซึ่งให้ผลผลิตสูง ในปัจจบันได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวให้ปลูกได้ตลอดปี ก่อให้เกิดพันธุ์ข้าวปลูกที่เรียกว่า ข้าวลูกผสมซึ่งมีปริมาณ120,000 พันธุ์ทั่วโลก ข้าวที่ปลูกในปัจจุบันแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆคือ ข้าวแอฟริกาและข้าวเอเชีย&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7619506117812930497-2927175611099937428?l=www.xn--22c8eyak8i.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://www.xn--22c8eyak8i.com/feeds/2927175611099937428/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.xn--22c8eyak8i.com/2009/10/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7619506117812930497/posts/default/2927175611099937428'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7619506117812930497/posts/default/2927175611099937428'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.xn--22c8eyak8i.com/2009/10/blog-post.html' title='ที่มาของพันธุ์ข้าวที่ใช้เพาะปลูกในปัจจุบัน'/><author><name>tawatchai</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://1.bp.blogspot.com/_zqul8aNhm5A/TB7pecgn7zI/AAAAAAAAAJA/gGr0WncoaDI/S220/tawatchai.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
